การประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์สาขาธนาคารเลือดในประเทศไทย,
พ.ศ. 2545-2546


รุ่งรัศมี สร้อยสังวาลย
สำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์


   การวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำเสนอระดับคุณภาพของห้องปฏิบัติการธนาคารเลือดในประเทศไทย ที่รวบรวมข้อมูลจากผลการประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ซึ่งดำเนินการโดยส่งตัวอย่างเลือดและซีรัมให้แก ่ห้องปฏิบัติการสมาชิกในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 622 และ 653 แห่ง ในปีงบประมาณ 2545 และ 2546 ตามลำดับ เพื่อใช้ในการตรวจหมู่เลือด ABO และ Rh และ unexpected antibody screening test และ identification ผลการตรวจวิเคราะห์จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์และจัดระดับคะแนนประเมินคุณภาพเป็น 4 = ดีเยี่ยม (excellent) น้อยกว่า 4 ถึง 3.5 = ดีมาก (very good) น้อยกว่า 3.5 ถึง 3 = ดี (good) น้อยกว่า 3 ถึง 2.5 = พอใช้ (satisfactory) และน้อยกว่า 2.5 = ต้องปรับปรุง (unacceptable) ผลการวิจัยพบว่าห้องปฏิบัติการ 51% (285/563 แห่ง) รายงานผลกลับอย่างต่อเนื่องตลอดสองปีงบประมาณ ในจำนวนนี้ 90% ของห้องปฏิบัติการมีคะแนนประเมินคุณภาพ ในเกณฑ์ยอมรับได้ในแต่ละรายการทดสอบ แต่มีเพียง 16% (45/285 แห่ง) 36% (103/285 แห่ง) 27% (44/163แห่ง) และ 73% (35/48 แห่ง) ของห้องปฏิบัติการมีคะแนนประเมินคุณภาพดีเยี่ยมในรายการตรวจวิเคราะห์ ABO blood grouping Rh blood grouping unexpected antibody screening test และ unexpected antibody identification ตามลำดับ และพบว่า 5% (15/285 แห่ง) และ 0.3% (1/285 แห่ง) ของห้องปฏิบัติการมีผลการตรวจวิเคราะห์อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุง ในการตรวจวิเคราะห์ ABO blood grouping และ Rh blood grouping ตามลำดับ สาเหตุหลักของข้อผิดพลาดมาจาก วิธีการตรวจวิเคราะห์ไม่ได้มาตรฐาน การแปลผลหมู่เลือดผิด ผลการตรวจระหว่าง cell grouping และ serum grouping ไม่ตรงกัน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ห้องปฏิบัติการรับทราบถึงปัญหาและวางแผนพัฒนาคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์ รวมทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการก็สามารถใช้เพื่อวางแผนพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการได้ การประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบายและงานรับรอง คุณภาพห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข