การตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น


สิริกาญจน์ ทานะ* ,เลขา ปราสาททอง* และ สมพิศ จันทร์เหลือง*
*ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

     รายงานผลการตรวจวิเเคราะห์เป็นผล ผลิตที่สำคัญของห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักประกันความถูกต้องและความเชื่อมั่นในคุณภาพของ รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่นจึงจัดระบบการตรวจสอบความ ถูกต้องและครบถ้วนของรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ของศูนย์ฯ โดยในปีงบประมาณ 2542,2543 และ 2544 (ต.ค. 43 - ก.พ. 44) มีรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างรวมทั้งสิ้นจำนวน 49,000 ตัวอย่าง คณะผู้ศึกษาได้ทำการสุ่มตัวอย่างสำเนารายงาน จำนวน 2,640 ตัวอย่าง (5 % ของรายงานทั้งหมด) และตรวจสอบ 3 เรื่อง คือ ความถูกต้องของผลวิเคราะห์ในข้อมูลดิบ ความถูกต้อง และความครบถ้วนของ รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ ผลการตรวจสอบไม่พบข้อบกพร่องในเรื่อง ไม่ถูกต้องของผลวิเคราะห์ในข้อมูลดิบ แต่พบข้อบกพร่องดังนี้ ความไม่ถูกต้องของรายงาน ผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ ผลการตรวจสอบไม่พบข้อบกพร่องในเรื่องไม่ถูกต้อง ของผลการตรวจวิเคราะห์ในข้อมูลดิบ แต่พบข้อบกพร่องดังนี้ ความไม่ถูกต้องของรายงาน ผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 4.3 ,3.5 และ 9.7 ของรายงานที่ตรวจสอบ ตามลำดับปีงบประมาณความไม่ครบถ้วนของรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับสมบรูณ์ คิดเป็นร้อยละ 0.3 ,0.2 และ 0.0 ของรายงานทีตรวจสอบ ตามลำดับปีงบประมาณ ซึ่งจากการศึกษาสาเหตุเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง พบว่าปัญหาเรื่องความไม่ถูกต้องของราย งานผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ ส่วนใหญ่คือ การพิมพ์หมายเลขวิเคราะห์ผิด ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนระบบการให้หมายเลขวิเคราะห์และได้แก้ไขที่ระบบคอมพิวเตอร์ จนปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้หมดไป ส่วนปัญหาความไม่ครบถ้วนของรายงานผลการตรวจ วิเคราะห์มีแนวโน้มลดลงจนปัจจุบันไม่พบปัญหานี้แล้ว
     จากผลการตรวจสอบนี้ทำให้เชื่อมั่นได้ ว่ารายงานผลการตรวจวิเคราะห์ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น มีความถูกต้องเชื่อถือได้ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลต่างๆ เช่น ระบบการควบคุมและจัดเก็บเอกสาร และข้อมูลระยะเวลาที่ใช้ในการให้บริการ มาใช้เพื่อประกอบ การแก้ไขและพัฒนาระบบคุณภาพและงานบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 12