การเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ปริมาณไฮโดรควิโนนระหว่างห้องปฏิบัติการ


จรรยา มีศรี (Junya Mesri)
ชมไฉไล สินธุสาร (Chomchailai Sinthusarn)
กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย (Division of Cosmetics and Hazardous Substances)
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Department of Medical Sciences)

     ในระหว่างปี พ.ศ. 2521-2539 ครีมป้องกันฝ้าที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนนจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ สารไฮโดรควิโนน มีทั้งข้อดีและเสีย ข้อเสียที่มีผลต่อผู้ใช้คือการใช้ในปริมาณสูงและติดต่อเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการด่างขาวถาวร และระคายเคืองได้ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมปริมาณการใช้ไม่ให้เกินร้อยละ 2 ผลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไฮโดรควิโนนจึงต้องมีความถูกต้องแม่นยำและเชื่อถือได้ เพราะต้องใช้ประกอบการพิจารณาคดีทางกฎหมายกรณีผลวิเคราะห์ไม่เข้ามาตรฐาน วิธีตรวจวิเคราะห์ไฮโดรควิโนนซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ห้องปฏิบัติการได้ประเมินความถูกต้องของวิธีและใช้เป็นประจำคือการวิเคราะห์ปริมาณโดยวิธี high performance liquid chromatography เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่าผลการวิเคราะห์ไฮโดรควิโนนโดยวิธีดังกล่าวนี้เป็นวิธีที่ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพ กองเครื่องสำอางและวัตถุอัตรายซึ่งในขณะนั้นคือกองพิษวิทยา จึงได้ทำโครงการสอบเทียบผลการวิเคราะห์ไฮโดรควิโนนกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 5 แห่ง ทำการวิเคราะห์โดยใช้ตัวอย่างและวิธีวิเคราะห์เดียวกัน ได้รับผลการวิเคราะห์ครบถ้วนกลับมา 2 แห่ง นำผลวิเคราะห์ที่ได้มาประเมินค่าทางสถิติโดยการใช้ค่า F-ratio (One-way ANOVA) พบว่าปริมาณเฉลี่ยของไฮโดรควิโนนของห้องปฏิบัติการทั้ง 3 แห่ง มีค่าไม่แตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 99 % สำหรับผลการทดสอบความแม่นยำโดยการวิเคราะห์ซ้ำ 3 ซ้ำในวันเดียวกันรวม 5 วัน ของห้องปฏิบัติการ 2 แห่ง ค่าเฉลี่ยปริมาณไฮโดรควิโนนที่วิเคราะห์ซ้ำในวันที่1 ถึงวันที่ 5 มีค่าไม่แตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 99% สำหรับห้องปฏิบัติการอีกแห่งค่าเฉลี่ยปริมาณไฮโดรควิโนนที่วิเคราะห์ซ้ำในวันเดียวกันของวันที่ 4 และวันที่ 5 ให้ค่าเฉลี่ยที่แตกต่างจากวันอื่นๆเล็กน้อย สรุปผลการเปรียบเทียบการวิเคราะห์ปริมาณไฮโดรควิโนนโดยค่าทางสถิติห้องปฏิบัติการทั้ง 3 แห่ง มีความถูกต้องและแม่นยำสูงโดยให้ค่า recovery อยู่ในช่วงร้อยละ 94.44-103.10 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ในช่วง 0.0180-0.0748 ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนอยู่ในช่วงร้อยละ 0.92-4.02


ที่มา : การประชุมวิชาการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 9